News PR

Salesforce และ Google ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ผนึกพลัง Gemini กับ Agentforce

เซลส์ฟอร์ซ และ กูเกิล ขยายความร่วมมือ เพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจใช้งาน AI Agent ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กรุงเทพฯ (25 กุมภาพันธ์ 2568) – วันนี้ เซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) และ กูเกิล (Google) ประกาศขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดย Agentforce จะสามารถใช้โมเดล Gemini ของ Google เพื่อทำงานกับข้อมูลแบบ Multi-modal ทั้งรูปภาพ เสียง และวิดีโอ พร้อมความสามารถในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ถึง 2 ล้านโทเค็น

สรีนี ทัลลาพรากาดา (Srini Tallapragada) ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิศวกรรมของ Salesforce กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ Google Cloud ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้แอปพลิเคชันและโมเดล AI ที่ตรงกับความต้องการ เรานำเสนอแพลตฟอร์ม Agentic AI ครบวงจรที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างมูลค่าได้อย่างรวดเร็ว”

โทมัส เคอร์เรียน (Thomas Kurian) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Google Cloud กล่าวว่า “การที่ Salesforce เลือก Google Cloud เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหลัก จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้งานแอปพลิเคชันบนระบบที่ปลอดภัยและเหมาะสำหรับ AI ได้อย่างราบรื่น”

ประโยชน์สำคัญของความร่วมมือ

จากการศึกษาของ Salesforce พบว่าโอกาสทางธุรกิจจาก Agentic AI มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 84% ของ CIO เชื่อว่า AI จะมีความสำคัญต่อธุรกิจเทียบเท่ากับอินเทอร์เน็ต ความร่วมมือนี้จึงมุ่งเน้นปัจจัยสำคัญสี่ประการ:

1. ข้อมูลที่เชื่อมโยง: เทคโนโลยี Zero-Copy ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดขององค์กรได้อย่างปลอดภัยและเป็นหนึ่งเดียว

2. ทางเลือกด้าน AI: ใช้โมเดล AI ที่หลากหลาย ทั้ง Predictive, Generative และ Multi-Modal ตามความต้องการขององค์กร

3. ความน่าเชื่อถือ: การเข้ารหัสข้อมูล การป้องกันหลายชั้น และการใช้ Einstein Trust Layer เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

4. การทำงานข้ามระบบ: ผสานการทำงานระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ยกระดับการทำงานด้วย Gemini และ Agentforce

ความร่วมมือนี้ทำให้ Agentforce สามารถใช้การ Grounding ข้อมูลกับ Google Search ผ่าน Vertex AI เพื่อให้ Agent อ้างอิงข้อมูลที่ทันสมัยได้แบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน Agent จะสามารถติดตามสินค้าและคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้าโดยใช้ข้อมูลสภาพอากาศและความแออัดของท่าเรือจาก Google

การผสานระหว่าง Gemini และ Agentforce มอบประโยชน์หลัก 3 ประการ:

1. ความสามารถ Multi-modal: เข้าใจและตีความข้อมูลจากภาพ เสียง และวิดีโอได้อย่างชาญฉลาด

2. การเข้าใจบริบทที่ดีขึ้น: หน้าต่างบริบทขนาด 2 ล้านโทเค็นช่วยให้จดจำและอ้างอิงข้อมูลจำนวนมากได้

3. ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น: ระบบประมวลผลที่รวดเร็วด้วย TPUs ช่วยลดเวลาและต้นทุนการดำเนินงาน

การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการทำงานขององค์กร

นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระหว่าง Salesforce Service Cloud กับ Customer Engagement Suite ของ Google Cloud เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้า เช่น:

  • การแปลภาษาจากเสียงแบบเรียลไทม์และการวิเคราะห์อารมณ์ของลูกค้า
  • การโอนส่งงานระหว่าง Virtual Agent และ Agentforce ได้อย่างราบรื่น
  • การเชื่อมต่อระหว่าง Slack และ Google Workspace เพื่อการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ต่างๆ จะทยอยเปิดตัวตลอดปี 2568 ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้า

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
OnePlus 7T Pro McLaren Limited Edition วางจำหน่ายแล้ววันนี้! เริ่มเพียง 24,490 บาท
3 เหตุผลที่ทำให้ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G คือมือถือ 5G น่าใช้ที่สุดในตอนนี้
HUAWEI P30 Pro ได้รับรางวัล “Best Photo Smartphone” จาก TIPA World Award 2019

Leave Your Reply

*